รวบรวมไอเดีย เตรียมคว้างานในฝัน | Brainstorm & Go! Get a dream job!

รวบรวมไอเดีย เตรียมคว้างานในฝัน | Brainstorm & Go! Get a dream job!

ทำไมต้องรวบรวมไอเดีย ทำไมต้องเบรนสตรอม?

การเบรนสตรอม คือ การรวบรวมความคิด และข้อมูล เพื่อช่วยให้เราสมารถแก้ปัญหา และจัดการหาทางออกให้กับสถาณการณ์ที่อยู่ตรงหน้าได้ หลายคนอาจจะคิดว่า ทางออกก็เห็นๆกันอยู่จะมารวบรวมอีกทำไม แต่จริงๆแล้ว เราก็สามารถค้นพบไอเดียใหม่ๆระหว่างกำลังเบรนสตรอมได้อีกด้วย ไอเดียเหล่านั้นที่ไม่ได้อยู่ในหัวเรามาก่อน และกระตุ้นให้เราเห็นภาพที่กว้างขึ้น มองอะไรได้ชัดเจน ไม่สับสนอีกด้วย ดังนั้นถ้าเราเริ่มจากกระบวนการนี้ตอนเราหางาน เราจะไม่ต้องเสียเวลาไปกับสิ่งไม่จำเป็น แต่เอาพลังงานเรามาลงอย่างมีสิทธิภาพที่สุด

1. เข้าใจตัวเอง | Know yourself

ก่อนที่จะเริ่มทำอะไรสักอย่าง เราควรต้อง รู้จักตัวเอง และเข้าใจตัวเองก่อน

“ฉันคือ..?” คือคำถามที่เราเริ่มย้อนมองตัวเองเข้ามา บางทีเรารู้ว่าเรา”ต้องการเป็นอะไร” แต่จริงๆแก่นที่สำคัญที่สุดเพื่อให้ไปได้ถึงที่ต้องตอบให้ได้เลย คือ “ทำไมถึงอยาก”ไปสู่จุดนั้น การเข้าใจตัวเองจุดนี้สำคัญมาก เพราะทำให้เราแน่วแน่ และมีจุดยืนและรู้ว่า ต่อจากนี้เราจะทำอะไรไปเพื่ออะไร? เพราะบางทีสิ่งเราอยากจะเป็น และ สิ่งที่เป็นPassionของเรา จริงๆมันอาจจะมีหลายทางเลือกเพื่อจะได้ทำให้ไปสู่จุดนั้น

ลองดูตัวอย่างจากสองคนข้างล่าง (เต๋อ และ นา)

ACTION :

  • ถามตัวเองว่าต้องการอะไร ทำไมถึงต้องการ (What? Why? How?)
  • ศีกษาสิ่งที่ต้องใช้เพื่อไปสู่เป้าหมาย (How to get there?)

dream core toolkit


2. สร้างเป้าหมายที่วัดได้ | Measurable Goal

การมีเป้าหมายที่ชัดเจน ทำให้ความมุ่งมั่นและการตัดสินใจ มีความแน่วแน่กว่าเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ แต่ไม่รู้ว่าจริงๆมันหน้าตาเป็นยังไง

การตั้งเป้าหมาย ควรตั้งสิ่งที่ชัดเจน,วัดได้และจับต้องได้จริง ไม่ใช่แค่ตั้งมาลอยๆแม้แต่ตัวเรายังไม่แน่ใจว่ามันจะหน้าตาเป็นยังไง อย่างน้อยต้องเข้าใจภาพโครงมันบ้าง เช่น ลองกำหนดเหตุการณ์มาจำนวนหนึ่งที่ถ้ามันเกิดขึ้น แปลว่า เราถึงเป้าหมายแล้ว

การตั้งเป้าลอยลอยเป็นสิ่งอันตราย เพราะนอกจากตัวเราไม่รู้จะไปไหนกันแน่ แรงขับดันที่จะเป็นกำลังใจให้เราพยายามไปจะไม่ค่อยมี เหมือนพยายามเดินไปที่ที่เบลอเบลอ เหนื่อยและไม่รู้คุ้มไหม หรือช่างไม่น่าตื่นเต้นพอที่จะสู้เพื่อมันเอาซะเลย

ตัวอย่าง : Bar-B-Q effect !!!

สมมติ ว่า เราไปออกค่าย และต้องเดินป่าหลายชั่วโมง เสียงในใจเริ่มมา ..

Step 1 “เออ...เริ่มหิวแล้ว ..”

Step 2 "แต่ว่าอาหารเที่ยงที่รออยู่ที่แคมป์จะอร่อยรึเปล่าก็ไม่รู้ ข้าวคลุกน้ำปลาป่าวว้า หรือ กะไข่ต้มว้า....”

Step 3 "เออ...แต่หิวมันก็ต้องกินแหละ”

เราก็ต้องเดิน แต่เรามีMotivation(แรงกระตุ้น)ที่บอกเราแค่ว่า ต้องกิน...หิว แต่ถ้าในกรณีที่ 2 เรารู้ว่า อาหารเที่ยงเรา มันคือ Bar-B-Q!!

Step 1 “เออ...เริ่มหิวแล้ว ..”

Step 2 "เฮ้ย หมูย่าง เนื้อย่าง ข้าวโพดปิ้ง รอเราอยู่!!”

Step 3 "เฮ้ย+ เอาเว้ยเฮ้ย อีกนิดไปถึง จะซัดให้เรียบเลย”

ทีนี้เรามีMotivation(แรงกระตุ้น)ที่มากกว่าความหิว เรามีแรงบันดาลใจ และไฟแห่งความอยากเข้ามาเป็นกำลังใจ เพราะอีกนิดเดียวจะได้กินเนื้อย่างละลายในปาก(รึเปล่าไม่รู้ แต่คิดไปแล้ว..)

นี่คือตัวอย่างของ 1.เป้าเบลอๆ เออ เดี๋ยวไปกินหิว กับ 2. เป้าชัดเจน บาบีคิว จะกินให้เรียบ!

เป้าหมาย กับ เวลา :

เราสามารถตั้งเป้าหมายไว้เป็นระยะๆตามช่วงเวลาใกล้และไกลออกไป การสร้างเป้าระยะสั้นจะทำให้เราถึงเป้าหมายแต่ละขั้นได้เร็วขึ้น ซึ่งนอกจากทำให้เรามีกำลังใจแล้วยังสามารถช่วยให้เราตามตรวจดูตัวเองได้ เพราะเราค่อยๆ Knock ที่ละด่านๆ

การตั้งเป้าหมายเดียวไกลๆ ถ้านานเกินไปแล้วเราหลุดจากภาวะนั้น มันอาจจะกลับมายาก เหมือนหลุดแล้วหลุดเลย

ACTION :

  • ตั้งเป้าหมายที่วัดได้ แบ่งเป็นระยะสั้น และ ระยะยาว

measureable goal toolkit


3. รู้จักพลังงานภายใน ที่จะพาเราไปถึงฝัน | Strengths & Weaknesses

เรียนรู้ ปัจจัยภายในก่อน นั่นคือ จุดแข็ง และ จุดอ่อน (ข้อดี และ ข้อเสีย) ส่วนที่เป็นส่ิงที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน และเราสามารถเปลี่ยนแปลงมันได้ หากเราลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อเปลี่ยนมัน

แต่จุดนี้ เราต้องมองดูตัวเองอย่างเปิดกว้าง ไม่ต้องกลัวว่าจะอวยตัวเองเกินไป หรือทำเป็นมองไม่เห็นข้อเสีย และ ข้อดี ทำใจให้เห็นทุกอย่างเท่ากัน เพราะเราต้องใช้มันทั้งหมด ต่อให้เป็นคนที่มีจุดแข็งมาก แต่ถ้าไม่เข้าใจจุดอ่อนของตัวเองจะไม่สามารถพัฒนาไปได้ไกลเท่าคนที่รู้ว่าตัวเองยังขาดอะไร

ACTION :

  • ส่งเสริมจุดแข็ง สร้างเป็นจุดขาย (Reinforce your strengths)
  • กำจัดจุดอ่อน (Get rid of Weakness)
  • พัฒนาตัวเองเสมอ หมั่นสร้างสกิลใหม่ เพิ่มจุดแข็ง (Keep Improving)


4.) เข้าใจโอกาส และ อุปสรรค | Opportunities & Threat

นอกจากเรียนรู้ปัจจัยภายใน ก็ต้อง เรียนรู้ ปัจจัยภายนอกด้วย นั่นคือ โอกาส และ อุปสรรค สิ่งเหล่านี้ เราไปเปลี่ยนมันไม่ได้ ต่างจาก Strengths + weaknesses แต่ว่าเราสามารถรับมือกับมัน หรือหลีกเลี่ยงมันได้ ดังนั้นการที่มองโอกาส และ อุปสรรค สิ่งกีดขวางล่วงหน้าทำให้เราเห็นชัดเจนขึ้นว่า เรามีทางเลือกอะไรบ้าง

ACTION :

  • รักษาโอกาส (Treasure Opportunity)
  • เตรียมใจ และ เตรียมตัวรับอุปสรรค (Prepare for Threat / Nullify)


รวม 3+4 : SWOT Exercise

4 ประเด็นนี้สำคัญมาก ในการวางแผนเพื่อปรับปรุงตัวเองหรือ แม้แต่องค์กรใหญ่ๆ หรือการออกแบบเมือง เค้าก็ใช้วิธีเดียวกัน ที่เรียกว่า SWOT analysis คือ เข้าใจจุดแข็ง และ จุดอ่อนของตนเอง ส่วนที่ดี ก็ส่งเสริมให้แข็งแรงต่อไป และดียิ่งขึ้น ส่วนที่ขาด ก็หาทางต่อเติมเพื่อให้เราก้าวไปข้างหน้าในทางที่ต้องการจะไปได้ และ ศีกษาโอกาส และเข้าใจสิ่งที่จะกีดขวาง หรือ อุปสรรคเสี้ยนหนามที่สามารถจะเกิดขึ้นได้

SWOT exercise


พอเราเริ่มได้ไอเดียแล้วว่าเรามีอะไร และควรจะต้องพัฒนาตัวเองอย่างไร เราก็เริ่มจับเอาหน้าที่เหล่านี้ไปวางเป็นแผน(Game plan) เพื่อจะที่จะลงมือลุยตามขั้นตอน ที่จะพูดถึงรายละเอียดในบทความต่อไป > วางแผนแล้วลุยเลย!! Game Plan, Ready?...Action!



Jom Naknakorn

Jom Naknakorn

ภูมิสถาปนิกประสบการณ์10ปีในบริษัทแนวหน้าระดับโลก อ่านเรื่องราวของจอมได้ที่ "จากเด็กสถาปัตย์ธรรมดาๆสู่10ปีในบริษัทแนวหน้าระดับโลก" ถ้ามีคำถามติดต่อหาจอมได้เลยนะคะ