ทำไม? เลือกเรียนโท สถาปัตย์...ที่เยอรมัน

หลายๆคนเคยสงสัยกันว่า เรียนสถาปัตย์ที่ไหนดี บ้างก็ว่ามาอเมริกา บ้างก็ว่าไปเรียนญี่ปุ่น บ้างไปอังกฤษ และแถบยุโรป และที่ได้ยินบ่อยๆว่าน่าสนใจมาก คือ เยอรมัน! ทำไมนะ?

วันนี้จอม เลยชวน กอทอง เพื่อนสถาปนิกที่เพิ่งจบปริญญาโทสถาปัตย์ ที่ Hochschule Wismar(ฮกชูเล่อร์ วิสม่า) เมือง Wismar, Germany ให้เค้าเล่าที่มาที่ไป ว่าทำไม..ต้องเยอรมัน? และ ชีวิตการเรียนที่นั่นเป็นอย่างไร?

ไปพบกับเค้าเลยค่ะ :)


เรียนโทสถาปัตย์ เยอรมัน ชื่อ กอทอง ทองแถม ณ อยุธยา ชื่อเล่น ชื่อ กู๊ด แต่เพื่อนๆเรียกว่า หยอง เพราะตอน ม.ต้น ผอมมากๆครับ ก่อนมาเรียนที่เยอรมัน ก็เรียน ป.ตรี อยู่ที่ คณะสถาปัตย์ ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางมด) ก่อนมาก็ทำงานหลังเรียนจบอยู่ 2 ที่ ที่ A49 กับ Redek (ศูนย์วิจัยออกแบบ ของ ม.บางมด) ทำงานอยู่ 2 ปี ครึ่ง ก่อนมาเรียนครับ

ทำไมเลือกเรียนที่เยอรมัน?

ที่เลือกเรียนที่เยอรมัน เพราะว่าเยอรมันเป็นประเทศที่มีทุนให้เยอะมาก หมายถึงเป็นประเทศที่ส่งเสริมการศึกษา โดยไม่จำเป็นว่าต้องเป็นคนเยอรมัน หากไม่ได้ทุน ค่าใช้จ่ายก็ยังสมเหตุสมผลที่ต้องออกเองในเรื่องค่ากินอยู่ ตกเดือนละ ไม่เกิน 30,000 บาท รวมทุกอย่าง (อันนี้เฉพาะมหาลัยที่เรียนฟรี คือไม่มีค่าเทอม) เห็นเพื่อนอเมริกา หรือแคนาดาหลายคนเลือกมาเรียนที่นี่ก็ด้วยเหตุนี้

เรียนโทสถาปัตย์ เยอรมัน

ความท้าทาย และ ข้อเสีย

  1. ข้อเสียอาจเป็นเรื่องภาษา แม้คนเยอรมันพูดภาษาอังกฤษได้ แต่ในชีวิตประจำวันหรือการทำงาน ทุกคนก็ใช้ภาษาเยอรมัน ซึ่งเป็นกำแพงกั้นสำหรับคนที่พูดภาษาเยอรมันไม่ได้ วิธีแก้คือเค้าก็จะให้เราเรียนภาษา พูดภาษาเค้าให้ได้ มีน้อยมากที่โรงเรียนหรือบริษัทที่จะเปิดรับหรือปรับตัวเข้ากับคนที่พูดภาษาอังกฤษ (อาจเป็นเพราะได้ประสบการณ์จากการอยู่ในเมืองเล็กๆแห่งนี้) แต่ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น คือคนที่พูดเยอรมันได้นิดหน่อย หรือพูดอังกฤษ ก็สามารถดำรงชีวิต เรียนจนจบได้ มีคนคอยช่วยเหลือ ให้นึกภาพแบบเหมือนฝรั่งทำงานในไทย คนไทยก็พูดไทยอยู่ดี แต่โอกาสการเข้าแทรกซึมในสังคมอาจน้อยตามลงไป

  2. ข้อจำกัดในการเลือกมหาลัย เพราะมีมหาลัยไม่กี่แห่งที่สอนเป็นภาษาอังกฤษ ทั้งจากที่ทำงานมาก็ยังไม่แน่ใจมากนักว่าตัวเองจะทำงานเฉพาะทางไปด้านไหนดี เป็นคนชอบไปหมดทุกอย่าง นั่นก็ชอบ นี่ก็ดี ไม่ว่าจะเป็นงานดีเทลก่อสร้าง ยันระดับสร้างเมืองที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้เรียนมากนักใน ป.ตรี ก็เลยเลือกเรียน ภาควิชาเดิม คือ สถาปัตย์-สถาปัตย์ เผื่อจะรู้ว่าจริงๆแล้ว จะไปทางไหนต่อ

เรียนโทสถาปัตย์ เยอรมัน รูป : ตึกมหาลัย คณะ ครับ

ความคาดหวังจากการเรียนต่อครั้งนี้

สิ่งที่คาดหวัง ผมคิดว่า เยอรมันเป็นประเทศที่มีระบบดีมากในแง่การศึกษา เศรษฐกิจมั่นคง จริงอยู่ที่ตอนนี้เศรษฐกิจยุโรปซบเซา แต่เยอรมันเองก็ยังสามารถบริหารจัดการระบบสวัสดิการสังคมได้อย่างมั่นคง ยังมีงานทำ ยังมีระบบการดูแลประชาชน เพราะเก็บภาษีอย่างสมเหตุสมผลมาคืนให้สังคมอย่างดี

ก่อนหน้านี้ เรียนที่มหาลัย บางมด ก็เรียนเป็นภาษาอังกฤษ แต่เมื่อจบมาทำงานแล้ว ก็ไม่มีโอกาสได้ใช้ภาษาอังกฤษเท่าไหร่ ทั้งก็ยังอยากจะได้ภาษาเยอรมันเพิ่มเติมเช่นกัน เพราะหลงใหลในเรื่องราวของประเทศนี้ที่มีความน่าสนใจในการพัฒนาในทุกๆด้าน โดยเฉพาะ การพัฒนาเมืองที่ยั่งยืน

รูป : ตึกมหาลัย คณะ ครับ

ค่าเทอมเป็นยังไง? และมีทุนในประเทศเยอะจริงไหม?

ตอนเรียนอยู่ที่บางมด ก็จะมีอาจารย์จากเยอรมันมาสอนอยู่ 2-3 คน ก็ทำให้ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาต่อในเยอรมันเยอะพอสมควร เมื่อเทียบค่าใช้จ่ายกับการไปเรียนต่ออังกฤษ หรืออเมริกาแล้ว ถือว่าถูกกว่ามาก และเมื่อเทียบกับคุณภาพแล้ว ถือว่าสมเหตุสมผล

มหาลัยรัฐบางแห่ง ไม่เก็บค่าเทอม ถ้ามาเรียนอาจจะจ่ายแค่ค่ากินอยู่ หรืออาจขอทุนมาเรียน ที่นี่ก็มีหลายทุนให้เลือกมากมาย ทั้งยังเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ เรื่องราวที่น่าสนใจ มีนโยบายสนับสนุนการศึกษามากๆ ทั้งคนเยอรมันเอง และคนต่างชาติ

เรียนป.โทสถาปัตย์ เยอรมัน

การปรับตัว จากไทย..สู่เยอรมัน

หลังจากสำรวจข้อมูลจาก DAAD (หน่วยงานการศึกษาของรัฐบาลเยอรมัน) แล้ว ก็มี Hochschule Wismar เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่เห็นว่าเป็นไปได้ (เพราะพลาดทุนและไม่อยากเสียเวลารอ) จึงได้ทำเรื่อง ขอยืมเงินญาติ (ฮ่าๆ) มาเรียนต่อ ซึ่งต้องทำงานไปใช้หนี้ หลังเรียนจบ โดยใช้เงินเท่าที่จำเป็นเฉลี่ยต่อเดือนให้น้อยที่สุด (มาเรียนต่างจากมาเที่ยว คือลำบากเลย)

ซึ่งพอมาถึงแล้ว ก็ค้นพบว่า Hochschule Wismar เป็นมหาลัยที่มีจุดเด่นทางด้านการทำความร่วมมือแลกเปลี่ยนกับมหาลัยหลายแห่งทั่วโลกเยอะมาก ซึ่งบางมดเองก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย (ภาควิชา Lighting Design) ซึ่งทางมหาลัยเองก็มีจุดเด่นขึ้นชื่อทางเรื่อง Lighting Design แต่เราเองนั้นมาเรียนภาควิชา สถาปัตย์ ก็จะมีข้อจำกัดเล็กน้อย ที่วิชาที่ให้เลือกเรียนได้ ไม่ได้เป็นภาษาอังกฤษทุกอัน หมายความว่า เราเองต้องเรียนภาษาเยอรมันเพิ่มด้วย เพื่อเป็นการท้าทายตัวเองให้หลุดออกไปจากกรอบภาษาที่เพื่อนๆหลายคนเรียนเฉพาะวิชาที่เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งก็จะทำให้เราได้ไปเรียนลงลึกกับเพื่อนๆเยอรมัน (ทั้งๆที่คุยไม่รู้เรื่องทั้งหมด) ซึ่งเพื่อนๆคนเยอรมันก็พูดภาษาอังกฤษได้ทุกคน แต่ในวิชาที่สอนเป็นภาษาเยอรมันนั้น เราต้องคุยกับช่างก่อสร้าง หรืออาจารย์บางท่านที่พูดอังกฤษไม่ได้

เรียนโทสถาปัตย์ เยอรมัน

รูป : บรรยากาศการเรียนการสอนครับ

เทอมแรกอาจเหมือนปรับตัวทั้งจากที่ทำอาหารไม่เป็นเลย จนกินไม่ได้ ซึ่งต้องทำให้ได้ ให้อร่อย ก็ต้องเริ่มฝึกทำอาหารอย่างจริงจัง ต้องประหยัด เปลี่ยนความรู้สึกจากเงินบาทมาเป็นยูโร (ที่เยอรมันอ่านว่า ออยโร) .. ถึงคราวได้ใช้ภาษาอังกฤษอย่างจริงจัง แต่ก็ยังไม่พอ เพราะในชีวิตประจำวันต้องใช้ภาษาเยอรมัน ซึ่งเรียนมาจากไทยบ้าง แต่พอมาถึงก็เหมือนต้องเริ่มนับ 1 ใหม่

เรียนโทสถาปัตย์ เยอรมัน

บรรยากาศการเรียนการทำงาน

บรรยากาศการเรียนการทำงาน ไม่ต่างจากไทย และน่าจะเหมือนกันทั่วโลก คืออดหลับอดนอน นอนกันในสตูดิโอ ที่นี่มีห้อง shop ครบครันมากๆ มีเจ้าหน้าที่ดูแลดี ห้องสตูอาจเสียแค่ค่ามัดจำปีละ 900 บาท เพื่อเป็นค่าดูแลสถานที่ และเจ้าหน้าที่จะคืนเงินหลังหมดปี ลืมบอกไปว่า มหาลัยนี้เปิดสอนแค่ 3 คณะ คือ สถาปัตย์ วิศวะ และเศรษฐศาสตร์ ถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนวิทยาลัยเทคนิค และซึ่งคณะสถาปัตย์ ก็ประกอบไปด้วยภาควิชา สถาปัตย์, ออกแบบภายใน, ออกแบบผลิตภัณฑ์, นิเทศศิลป์ ซึ่งถ้านับเฉพาะ ป.โทที่สอนเป็นภาษาอังกฤษ จะมีเฉพาะแค่ Architecture กับ Architectural Lighting Design

เรียนโทสถาปัตย์ เยอรมัน รูป : บรรยากาศการเรียนการสอนครับ

แนวทางของการเรียนการสอนปริญญาโท ที่นี่

การเรียน ป.โท ภาคสถาปัตย์ที่นี่ จุดประสงค์คือการเป็น Individual Architect คือ จะมีโปรเจคให้เลือกทำมากมายหลายประเภท หรือเราอาจจะข้ามไปทำกับภาควิชาอื่นก็ได้ ในบางวิชา คืออิสระมากๆ เพื่อที่เปิดโอกาสให้แต่ละคนได้ค้นหาสิ่งที่ตัวเองสนใจ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว เน้นไปทาง urban design เพราะประเทศเยอรมันมีโปรเจคประกวดแบบจริงและเอาเข้ามาในโรงเรียนให้นักเรียนได้ทำเยอะแยะมากมาย ซึ่งทำให้ได้เรียนรู้ระบบการจัดการผังเมืองของที่นี่ไม่มากก็น้อย เรียนโทสถาปัตย์ เยอรมัน รูปตอน พรีเซ้นงาน ครับ

ความจริงในหลักสูตร ต้องเรียน 2 ปี (4เทอม) คือ 3 เทอม ทำโปรเจค + วิชาอื่น และเทอมสุดท้ายคือทำทีสิส แค่เราเร่งให้จบภายใน 3 เทอม ซึ่งทำได้ โดยเทอมที่ 2 ทำ 2 โปรเจค และ เรียนวิชาอื่นเพิ่มเป็น 2 เท่าเลย เพราะวางแผนไว้ว่าจะเอาเทอมที่ 4 ไปหาที่ฝึกงานหรือทำงานแทน (ซึ่งต่างจากภาควิชาไลท์ติ้งที่มีบังคับฝึกงานตอนเทอม 3 และทำทีสิสตอนเทอม 4)

เรียนโทสถาปัตย์ เยอรมัน รูปตอน พรีเซ้นงานกลุ่ม ครับ

การใช้ชีวิต และ สภาพแวดล้อม

1 ปีผ่านไป เริ่มเข้าสู่หน้าร้อน ซึ่งอากาศร้อนอบอ้าวไม่มีลมพัดมากนักเหมือนบ้านเรา การที่ได้ลงเรียนวิชาที่สอนเป็นภาษาเยอรมัน ก็ทำให้เราได้รู้จักกับเพื่อนๆ ช่างก่อสร้าง วงใน (ก็ยังพูดผิดๆถูกๆอยู่) ซึ่งทำให้ได้ทำกิจกรรมหน้าร้อนหลายอย่างในเมืองเล็กๆแห่งนี้ กับคนพื้นถิ่น ไม่ว่าจะเป็นการล่องเรือใบ ทำอาหาร ไปเที่ยวต่างจังหวัดด้วยกัน ทำให้รู้สึกปรับตัวเข้ากับที่นี่ได้มากขึ้นอย่างไม่รู้ตัวเหมือนเป็นบ้านหลังที่สอง
เรียนโทสถาปัตย์ เยอรมัน

เมืองวิสม่าเป็นเมืองเล็กๆ มีประชากรแค่ 45,000 - 50,000 คน ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก้ ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของเยอรมนี คือเมือง Hansestadt (ฮันเซ่อร์ชตัดท์ - เมืองการค้าในทะเลบอลติก) ที่มีโบสถ์สำคัญอายุหลายร้อยปี มีท่าเรือการค้า จตุรัสกลางเมือง

เมืองวิสม่า อาจไม่คุ้นหูสำหรับคนไทยมากนัก อยากให้นึกถึงเยอรมันตอนเหนือ ที่ใกล้จากฮัมบวร์กประมาณ 2 ชั่วโมง หรือจากเมือง รอสตอค ประมาณ 1 ชั่วโมง ซึ่งในแต่ละปีจะมีคนเอเชียมาเรียนภาคไลท์ติ้งที่นี่หลายๆคนโดยเฉพาะคนไทยและอินโดนีเซีย แต่ภาคสถาปัตย์อาจารย์บอกว่าเราเป็นคนแรกที่มาจากไทย (และไม่รู้จะเป็นคนสุดท้ายหรือเปล่า) เรียนโทสถาปัตย์ เยอรมัน รูป : กิจกรรมหน้าร้อน หน้าหนาว เช่น ไปแล่นเรือใบทะเลเหนือ ไปทะเล การทำอาหาร ไปดูงานก่อสร้าง

ระดับความน่าอยู่

แต่อย่างไร ถ้าตัดรื่องภาษาออกไป เยอรมันก็เป็นประเทศที่น่ามาศึกษาต่อ เพราะรัฐบาลส่งเสริมมากๆ มีมิวเซียมมากมาย มีแหล่งให้ความรู้เป็นแรงบันดาลใจอยู่ทั่วประเทศ

เรื่องนาซี อาจมีอยู่บ้างทางภาคเนือ ทางภาคตะวันออก เคยโดนตะโกนด่าอยู่ครั้ง 2 ครั้ง ครั้งแรกอาจจะตกใจ แต่ครั้งที่ 2 ก็เฉยๆแล้วเพราะเข้าใจ ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยในสังคมไปแล้ว คนเยอรมันส่วนใหญ่เองก็เหยียดพวกนาซี อนุรักษ์นิยมสุดโต่ง คนเยอรมันส่วนใหญ่ก็ช่วยดูแลนักเรียนต่างชาติ คนอพยพเป็นอย่างดี

หลังจากที่เรียนจบแล้ว..มีสิทธิ์ที่จะหางานทำที่นั่นแค่ไหน?

หลังเรียนจบที่นี่แล้ว รัฐบาลให้วีซ่าหางานทำต่อได้ 1 ปี ไม่ต้องแสดงstatement หากมีเอกสารว่าจ้างงานมาแสดงว่าจะมีรายได้ 1 ปีครึ่ง

ส่วนในแง่การหางาน อาจจะเหมือนญี่ปุ่นเล็กน้อย ที่คนต่างชาติก็เป็นคนต่างชาติอยู่ดี หากพูดภาษาเยอรมันไม่ได้ อาจมีโอกาสน้อยลงไปหลังเรียนจบ คืองานดีก็ระดับหนึ่ง แต่หากเทียบว่าจะจ้างคนทำงานที่รู้เรื่องกฎหมายก่อสร้าง วัฒนธรรมสังคม ไปเจอลูกค้า ช่าง ยังไงก็ต้องพูดภาษาเยอรมันอยู่ดี งี้เค้าจ้างคนเยอรมันไม่ดีกว่าหรอ อะไรประมาณนี้

เห็นเพื่อนๆหลายคนก็ประสบปัญหา ไม่ว่าจะมาจากที่ไหนก็ตามในโลก เรื่องการสมัครงาน หากเป็นการฝึกงาน อาจจะง่ายหน่อย แต่การทำงานต้องพูดภาษาเค้าได้ ไม่งั้นก็จะเจอปัญหาอย่างที่กล่าวไป

เรียนโทสถาปัตย์ เยอรมัน ภาพบน กรมผังเมืองเบอร์ลิน ภาพล่าง กรมผังเมืองฮัมบูกร์

จบมา..แล้วเป็นยังไงต่อ?

แน่นอนชีวิตไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะจบมาแล้วก็ค้นพบว่า ปัญหาอุปสรรคอีกอย่างหนึ่งในการสมัครงานนั้นก็คือ ภาษาเยอรมัน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นมากๆในการทำงานที่นี่ ที่แม้คนในออฟฟิสพูดภาษาอังกฤษได้ แต่เราต้องไปเจอช่าง เจอลูกค้า ซึ่งยังไงก็ต้องเรียนภาษาเพิ่มอยู่ดี

จึงตัดสินใจมาใช้ชีวิตอยู่ที่เบอร์ลิน เรียนภาษา และหางานทำไปด้วยระหว่างรอสอบระดับภาษา (ซึ่งที่ผ่านมาส่งอีเมล์สมัครงานไปเป็นภาษาอังกฤษ และส่วนใหญ่ได้รับการตอบกลับเป็นภาษาเยอรมันกลับมา จึงไปปรึกษาเพื่อนเยอรมัน ว่าควรจะต้องเขียนอีเมล์เป็นภาษาเยอรมันแทน)

นอกจากนี้ ก็ยังได้มีการติดต่อกับอาจารย์ที่วิสม่าอยู่ที่เรียนกันมาว่าจะเสนอ research proposal ต่อเอก ที่ Technische Universitat Berlin (TU Berlin) ซึ่งตอนนี้อยู่ในระหว่างการรอผลพิจารณาอยู่ครับ

เรียนโทสถาปัตย์ เยอรมัน รูป : ถ่ายตอนจบกับอาจารย์ครับ

ชีวิตตอนนี้ก็ อยู่ในช่วงที่เหมือนว่า ถ้าได้ตอบรับจากการเรียนต่อ หรือ ทำงาน ก็คงจะเลือกไปทางนั้นซัก 1 ทาง ครับ

Update: ครับ เพิ่งส่ง email สมัครงานเป็นภาษาเยอรมันไปเมื่อศุกร์ที่ผ่านมา ครั้งแรกที่เดียว ได้ตอบรับให้เข้าไปสัมภาษณ์อาทิตย์หน้าเลย ฮ่าๆ


ขอบคุณ หยอง หรือ กู๊ด กอทอง มากที่มาเล่าเรื่องการเตรียมตัว และทำให้เข้าใจภาพของการไปเรียนที่เยอรมันมากขึ้นกว่าเดิมค่ะ

ใครที่สนใจอยากเรียนต่อ และสนใจเยอรมันน่าจะได้ประโยชน์เยอะเลยทีเดียว

ยิ่งถ้ามีข้อจำกัดเรื่องทุนแต่ใจสู้พร้อมเรียนภาษาเพิ่ม จอมว่าเยอรมันก็เป็นตัวเลือกที่ดีทีเดียวนะคะ เพราะประเทศเค้านำเรื่องเทคโนโลยีทางวิศวกรรม และส่งเสริมการศึกษา และโรงเรียนสถาปัตย์ก็มีเยอะใช่เล่น

หวังว่า วันนี้จะเพิ่มเติมความรู้น่าสนใจให้หลายๆคนได้นะคะ



Jom Naknakorn

Jom Naknakorn

ภูมิสถาปนิกประสบการณ์10ปีในบริษัทแนวหน้าระดับโลก อ่านเรื่องราวของจอมได้ที่ "จากเด็กสถาปัตย์ธรรมดาๆสู่10ปีในบริษัทแนวหน้าระดับโลก" ถ้ามีคำถามติดต่อหาจอมได้เลยนะคะ